ประวัติคริสตจักรภาคที่ 5 น่าน
คริสตจักรภาคที่ 5
ประวัติศาสตร์ภูมิหลังคริสตจักรภาคที่ 5
ในปี ค.ศ. 1872 ศจ.ดร.ดาเนียล แมคกิลวารี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนามพ่อครูหลวง ได้เริ่มเดินทางส ารวจหัวเมืองต่าง
ๆ เพื่อขยายงานประกาศคริสต์ศาสนาออกไป ท่านเดินทางครั้งแรกพร้อมกับนายแพทย์ชาร์ล วรูแมน หมอมิชชันนารีคนแรก
ในล้านนา ไปตามเส้นทางเชียงใหม่ เชียงราย เชียงตุง ลงสู่หลวงพระบาง และได้ผ่านมายังเมืองน่านในช่วงปลายเดือน
พฤษภาคมปีเดียวกัน
เมืองน่านในสายตาของมิชชันนารีเมื่อปี ค.ศ. 1872 เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและมีความส าคัญยิ่งเมืองหนึ่งในล้านนา มี
ความเจริญรุ่งเรือง เจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ที่มีความปรีชาสามารถ ประชาชนมีความผาสุกจากการปกครองบริหารบ้านเมืองของ
พระองค์ เมื่อมิชชันนารีมาถึงเมืองน่านก็ได้รับการเอาใจใส่อย่างดีจากหลานของเจ้าผู้ครองนครน่าน คือเจ้าบริรักษ์ ซึ่ง
มิชชันนารีเคยพบที่เชียงใหม่ พ่อครูหลวงกล่าวไว้ในบันทึกของท่านว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกรักเมืองน่านตั้งแต่แรกพบ และหมายไว้
ว่าจะเป็นที่ตั้งศูนย์มิชชั่นในวันข้างหน้า” เมื่อถึงปี ค.ศ. 1890 พ่อครูหลวงได้เดินทางมายังเมืองน่านอีกครั้งหนึ่ง ตามเส้นทาง
เชียงใหม่ ล าปาง แพร่ น่าน จุดหมายที่เชียงแสน พร้อมด้วยนางสาวการ์เร็ต ลูกสาว ในช่วงการเดินทางระหว่างล าปางถึงน่าน
ศาสนาจารย์ฮิวจ์ และนางดอร่า เทเลอร์ มิชชันนารีที่ล าปาง (ภายหลังเข้ามาเป็นมิชชันนารีคนส าคัญที่เมืองน่าน) ติดตามมา
ด้วย คณะมิชชันนารีเดินทางถึงเมืองน่านในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากข้าราชการเมืองน่าน มีชาวเมือง
มามุงดูมิชชันนารีอย่างเนืองแน่น มิชชันนารีกล่าวว่า ถึงแม้จะมีคนมามุงดูมากแต่ไม่ค่อยยอมฟังเรื่องราวของคริสต์ศาสนาเลย
อย่างไรก็ดีการมาครั้งนี้ มิชชันนารีมีโอกาสได้เข้าเฝ้าเจ้าผู้ครองนครน่านคือ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช ที่คุ้มแก้ว
จากนั้นเดินทางส ารวจ มิชชันนารีได้ให้ความสนใจที่จะจัดตั้งศูนย์มิชชั่นในเมืองน่านอย่างจริงจังมากขึ้น คือหลังจาก
การตั้งศูนย์มิชชั่นที่แพร่ในปี ค.ศ. 1893 แล้ว มิชชันนารีได้มองเมืองน่านว่ามีความจ าเป็นที่ควรจะตั้งศูนย์มิชชั่นอย่างเร่งด่วน
เพื่อต้านทานฝ่ายคาทอลิกที่จะขยายตัวเข้าเมืองน่าน พร้อมกับการขยายอิทธิพลของฝรั่งเศส ใน การประชุมมิชชั่นลาวประจ าปี
ค.ศ. 1894 นายแพทย์ซามูเอล. ซี. พีเพิลล์ หรือที่รู้จักกันในนาม “พ่อเลี้ยงบีเบอร์” มิชชันนารีที่ล าปาง รับอาสาที่จะเป็น
มิชชันนารีที่จะมาเมืองน่าน ท่านได้มาทดลองปฏิบัติงานเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนมีนาคม ค.ศ. 1894 ต่อมา
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1895 ครอบครัวนายแพทย์พีเพิลล์ พร้อมด้วยนางสาวแคทเธอรีน พลีสัน เดินทางมาเป็นมิชชันนารี
ชุดแรก ตั้งศูนย์มิชชั่นที่น่านเพื่อด าเนินพันธกิจอย่างแท้จริง แต่อยู่ได้ไม่กี่สัปดาห์ แม่เลี้ยงพีเ พ้ลล์ล้มป่วยลงต้องออกจากเมือง
น่านไปเพื่อรักษาสุขภาพ นางสาวพลีสันก็ประสบปัญหาเจ็บป่วยเช่นกัน และได้กลับไปศูนย์มิชชั่นล าปาง เมื่อถึงต้นเดือน
เมษายน ไม่มีมิชชันนารีอยู่ที่เมืองน่านแล้ว มิชชั่นลาวได้มอบหมายให้ศูนย์มิชชั่นที่เมืองแพร่เป็นฝ่ายดูแลแทน โดยมี
ครอบครัวศานาจารย์เวสตัน และนางลิลเลียน ซีลด์ มิชชันนารีที่แพร่เข้ามาช่วยดูแลงาน พอถึงเดือนตุลาคม พ่อ เลี้ยงพีเพิลล์
กลับมาเมืองน่าน ท่านได้ซื้อบ้านเก่าของเจ้านายเมืองน่านองค์หนึ่งเพื่อสร้างบ้านพักของมิชชันนารี ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ. 1895 ศาสนาจารย์จอห์น เอช. ฟรีแมน และศาสนาจารย์โรเบิร์ต เออร์วินเข้ามาปฏิบัติงานด้วย
ด้วยเหตุนี้สรุปได้ว่าคริสต์ศาสนาเข้ามาถึงเมืองน่านครั้งแรกในปี ค.ศ. 1872 และมีการจัดตั้งศูนย์มิชชั่นเพื่อปฏิบัติ
พันธกิจอย่างมั่นคงในปี ค.ศ. 1895 และตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งมีการก่อตั้งสภาคริสตจักรในประเทศไทยในปี ค.ศ. 1934
นอกจากจะมีพ่อเลี้ยงพีเพิลล์เป็นผู้บุกเบิกคนส าคัญ รวมทั้งมิชชันนารีชุดแรกที่กล่าวนามมาแล้วนั้น ยังมีมิชชันนารี
ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาปฏิบัติงานอีกหลายท่าน ได้แก่ ครอบครัวศาสนาจารย์เดวิด พาร์ค ครอบครัวศาสนาจารย์เฮนรี่ ไวท์
ครอบครัวนายแพทย์ซี. เอส. เดนแมน ครอบครัวศาสนาจารย์อาร์เธอร์ พี. บาร์เรตต์ ครอบครัวศาสนาจารย์ฮิวจ์ เทเลอร์
ครอบครัวศาสนาจารย์เมเรียน บี. ปาล์เมอร์ นางสาวยูล่า แวน แวรงเคิล นางสาวลูซี่ สตาร์ลิ่ง ครอบครัวนายแพทย์ดักลาส
คอลเลียร์ นางจูเลีย แฮทซ์ เทเลอร์ (แต่งงานหลังจากภรรยาคนแรกเสียชีวิต)ครอบครัวศาสนาจารย์โอเมอร์ ไวซ์เบคเกอร์
ครอบครัวนายแพทย์โธมัส พร็อคเตอร์ และมิชชันนารีครอบครัวสุดท้ายที่มาก่อนการตั้งสภาคริสตจักรฯ คือครอบครัว
ศาสนาจารย์เฮอร์เบิท สติวาร์ท
มิชชันนารีเหล่านี้ได้เข้ามารับผิดชอบพันธกิจด้านต่าง ๆ เป็นที่รู้จักของคริสเตียนและชาวน่านโดยทั่วไป เช่น
ครอบครัวศาสนาจารย์เทเลอร์ หรือ “พ่อครู แม่ครูเทเลอร์” ศาสนาจารย์ปาล์เมอร์ และนางสาวสตาร์ลิง เป็นผู้ท าให้โรงเรียน
เจริญขึ้นเป็นหลักเป็นฐานมั่นคง หรือศาสนาจารย์สติวาร์ท ซึ่งคริสเตียนชาวน่านรู้จักดีนามของพ่อครูสนต๊าจ ต่อมาหลังจากปี
ค.ศ. 1934 นอกจากนี้ยังมีมิชชันนารีคนอื่น ๆ ที่เข้ามาปฏิบัติงานก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ที่รู้จักกันดีคือ เซเลีย
คอลลินล์ พาร์ค หรือแม่เลี้ยงพาร์ค
เมื่อมีการตั้งสภาคริสตจักรฯ ขึ้นในปี ค.ศ. 1934 ได้มีการแบ่งคริสตจักรออกเป็นภาคต่าง ๆ ศูนย์มิชชั่นน่านเดิมรวม
กับศูนย์มิชชั่นเมืองแพร่ เป็นคริสตจักรภาคที่ 3 ที่การเลือกเจ้าหน้าที่ด าเนินงานของภาค ตามปกติหากเลือกผู้แทนจากเมือง
แพร่เป็นประธานคริสตจักรภาค (สมัยก่อนเรียกว่านายกภาค)ก็จะเลือกผู้แทนจากเมืองน่านขึ้นเป็นรอง หรือหากเลือกผู้แทน
จากคริสตจักรน่านเป็นประธาน ก็จะเลือกผู้แทนจากคริสตจักรแพร่เป็นรอง และต าแหน่งอื่น ๆ เช่น เลขานะการ เหรัญญิก ก็
ด าเนินการแบบนี้เช่นกัน ส่วนการประชุมธรรมกิจภาค ก็ผลัดกันรับผิดชอบแต่ละปี หลังปี ค.ศ.1945 คริสตจักรในจังหวัดน่าน
ได้แยกเป็นคริสตจักรภาค 5 จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1948 จึงยุบไปรวมกับคริสตจักรในจังหวัดแพร่ เป็นคริสตจักรภาคที่ 4 แพร่ –
น่าน ตามเดิม เมื่อปี ค.ศ.1954 ผู้แทนของคริสตจักรฝ่ายน่านขอแยกตั้งภาคของตนเอง และได้มีพิธีสถาปนาคริสตจักรภาคที่ 5
เมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1955
คริสตจักรภาคที่ 5 น่าน ปัจจุบันนี้มีสมาชิกทั้งหมด 3,195 คน สมาชิกสมบูรณ์ 2,298 คน สมาชิกส ารอง 897 คน
ความคาดหวังของคริสตจักรภาคที่ 5
ทิศทางในการประกาศพระกิตติคุณและอภิบาล
พระเยซูคริสต์เป็นของขวัญอันล้ าค่าของโลก เป็นข่าวดี ข่าวประเสริฐ ที่น าความรัก ความรอด สันติสุข ฯลฯ ลงมาสู่
ประชาชาติ พระองค์ทรงบัญชาให้สาวกออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ คริสตจักรภาคที่ 5 น่าน ได้ตระหนักถึงพระมหาบัญชานี้
จะออกประกาศให้กับทุกคนทุกหมู่บ้านให้ได้ยินเรื่องราวข่าวประเสริฐ ทุกต าบลมีผู้รับเชื่อ และทุกอ าเภอมีคริสตจักรตั้งอยู่
ส าหรับการอภิบาล จะมีผู้อภิบาลเพิ่มขึ้นในคริสตจักร เพิ่มศักยภาพให้กับผู้น าในคริสตจักรทุกระดับ มวลสมาชิกได้รับการ
เลี้ยงดูฟูมฟักที่ดี มีความเชื่อที่เข้มแข็ง
ทิศทางในการพัฒนาบุคลากรและทรัพย์สิน
เพิ่มทักษะการเป็นผู้น าให้กับผู้ปกครอง มัคนายก ทั้งในและนอกประจ าการและกรรมการทุกฝ่าย สร้างผู้น าให้
เพียงพอแก่คริสตจักร เสริมทุกคริสตจักร หมวดคริสเตียนและกรรมการทุกฝ่าย มีแผนพัฒนาที่ชัดเจน ส่งเสริมการเรียนการ
สอนคริสเตียนศึกษาทุกระดับชั้น ส่งเสริมเยาวชนถวายตัวรับใช้พระเจ้า เรียนศาสนศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ส าหรับทรัพย์สินจะ
ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ กองทุนเพื่อการศึกษา การพัฒนา ตั้งเป็นเครือข่าย เพิ่มประสิทธิภาพให้กับ
กลุ่มที่มีอยู่แล้ว ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงก่อสร้างอาคารสถานที่นมัสการและบริเวณให้สง่างาม
ทิศทางบทบาทของคริสตจักรต่อชุมชน ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น การศึกษา สถาบันครอบครัว แก้ไขสิ่งเสพติด โรคเอดส์ เพศศึกษา
ทิศทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทันสมัยทุกคริสตจักร ในการสื่อสาร